การเกษตรเรื่องการให้น้ำกล้วยไม้

January 10th, 2015

การปลูกกล้วยไม้มีด้วยกันอยู่ 3 วิธี คือ
1. การปลูกลูกกล้วยไม้ขนาดเล็ก ให้ปลูกในกระถางดินเผาที่มีขนาด 4-6 นิ้ว ที่รองก้นกระถางด้วยถ่านสูงจนเกือบถึงขอบกระถาง และโรยทับด้วยออสมันด้าหนาประมาณ 1 นิ้วหรือให้ออสมันด้าต่ำกว่าขอบกระถางประมาณครึ่งนิ้ว ใช้ไม้ที่มีลักษณะกลมเจาะผิวหน้าออสมันด้าให้เป็นรูลึกและกว้างพอสมควร จากนั้นใช้ปากคีบคีบลูกกล้วยไม้เบา ๆ เอาส่วนรากของลูกกล้วยไม้หย่อนลงไปในรูที่เจาะไว้โดยให้ยอดกล้วยไม้ตั้งตรง แล้วกลบด้วยออสมันด้าอีกทีหนึ่ง หรือจะปลูกในกระถางหมู่ก็ได้2. การปลูกลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่ ให้ปลูกในกระถางที่มีขนาด 1 นิ้ว ค่อยๆ แคะออสมันด้าในกระถางตามแนวตั้งออกมาใช้นิ้วมือรัดเส้นออสมันด้าให้คงเป็นรูปตามเดิม ค่อยๆ แบะออสมันด้าให้แผ่บนฝ่ามือ จากนั้นนำลูกกล้วยไม้ที่เตรียมไว้วางทับลงโดยให้โคนต้นลูกกล้วยไม้อยู่ในระดับผิวหน้าตัดของออสมันด้าพอดี จากนั้นรวบออสมันด้าเข้าหากันแล้วนำไปใส่ลงกระถาง
3. การปลูกกล้วยไม้ลงในกระเช้า เมื่อลูกกล้วยไม้มีรากที่แข็งแรง หรือมีใบยาวประมาณ 2 นิ้ว หรือระยะการปลูกประมาณ 6-7 เดือน ให้นำลงปลูกในกระเช้าไม้ที่มีขนาด 3-5 นิ้ว ก่อนปลูกควรนำกระถางนิ้วแช่น้ำไว้ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นใช้นิ้วดันที่รูก้นกระถาง ให้ต้นกล้วยไม้และออสมันด้าหลุดออกมา จากนั้นนำถ่านขนาดพอเหมาะกับกระเช้าใส่ลงในช่องระหว่างออสมันด้ากับผนังกระเช้าเพื่อให้พยุงลำต้นกล้วยไม้ได้

การปลูกกล้วยไม้

การเกษตรเรื่องการให้ปุ๋ยกล้วยไม้

January 10th, 2015

ระยะแรกของการปลูกกล้วยไม้ควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตของลำต้นและใบ เมื่อต้นกล้วยไม้เจริญถึงระยะให้ดอกหรือต้องการเร่งให้ออกดอก ควรใช้ปุ๋ยสูตรที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูงเพื่อกระตุ้นให้กล้วยไม้ออกดอก
วิธีการให้ปุ๋ยกล้วยไม้สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
1. รดด้วยบัวรดน้ำ ธถ้ารดกล้วยไม้ที่แขวนราวหลายๆ ราว กล้วยไม้ที่อยู่ราวในๆ จะได้รับปุ๋ยไม่ทั่วถึง วิธีแก้ไขโดยแขวนกล้วยไม้เป็นแถวตามแนวตั้ง เพื่อสะดวกแก่การรดน้ำหรือรดปุ๋ยด้วยฝักบัวและสะดวกแก่การบำรุงรักษาได้ทั่วถึง
2. พ่นด้วยเครื่องฉีดชนิดฝอย เป็นวิธีที่เหมาะกับทุกลักษณะของกล้วยไม้ ไม่ว่าจะตั้งหรือแขวนกล้วยไม้ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ แต่ควรเป็นเครื่องฉีดชนิดสูบหรืออัดลม ข้อดีคือทำให้กล้วยไม้ได้รับปุ๋ยทั่วถึงโดยไม่เป็นอันตรายหรือบอบช้ำจากการกระทบกระเทือนหรือกระแสน้ำแรงเกินไป
3. วิธีจุ่ม คือการให้ปุ๋ยโดยจุ่มกระถางกล้วยไม้ลงในน้ำปุ๋ยที่ผสมไว้ ข้อดีของวิธีนี้คือไม่เปลืองน้ำปุ๋ยเพราะน้ำปุ๋ยไม่รั่วไหลไปไหนนอกจากติดไปกับกระถางกล้วยไม้ ความชุ่มของน้ำปุ๋ยในกระถางทั่วถึงดี ข้อเสียคือกล้วยไม้บางกระถางอาจมีโรคและแมลงอาศัยอยู่ เมื่อจุ่มลงในน้ำปุ๋ยโรคและแมลงจะปนออกมากับน้ำปุ๋ย เมื่อนำกระถางกล้วยไม้อื่นมาจุ่มจะทำให้ติดเชื้อโรคและแมลงนั้นได้
4. ปล่อยน้ำปุ๋ยเข้าท่วมกระถางแล้วระบายออก วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้สำหรับการปลูกกล้วยไม้หรือต้นไม้กระถางในเรือนกระจกใหญ่ๆ โดยตั้งกระถางบนโต๊ะที่ทำเป็นอ่างเก็บน้ำได้ เมื่อต้องการให้ปุ๋ยก็ปล่อยน้ำปุ๋ยที่ผสมตามสัดส่วนให้เข้าไปท่วมกระถางกล้วยไม้ตามระยะกำหนดเวลาที่ต้องการ เมื่อเสร็จแล้วก็ระบายน้ำปุ๋ยออก
5. ใช้เครื่องผสมปุ๋ยกับน้ำ เป็นเครื่องผสมปุ๋ยแบบอัตโนมัติที่ใช้ในการผสมปุ๋ยกับน้ำตามอัตราส่วนที่ต้องการ โดยต่อเครื่องเข้ากับท่อน้ำที่ใช้รดกล้วยไม้ ภายในเครื่องมีปุ๋ยละลายน้ำเข้มข้นอยู่ เมื่อรดน้ำ ปุ๋ยก็จะผสมไปกับน้ำแล้วพ่นออกไปสู่กล้วยไม้ผ่านไปทางหัวฉีดทันที

การให้ปุ๋ยกล้วยไม้

ลักษณะของหญ้ากินนีสีม่วง

January 10th, 2015

หญ้ากินนีสีม่วง (Panicum maximum TD 58) เป็นหญ้าในสกุลเดียวกับหญ้ากินนี มีอายุหลายปีลักษณะเป็นกอตั้งตรง สามารถแตกกอได้ดี มีใบขนาดใหญ่ ใบดกและอ่อนนุ่ม และมีลำต้นสูงใหญ่กว่าหญ้ากินนีธรรมดา สามารถทำการเกษตรเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ได้ สามาถปลูกขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์ หญ้ากินนีสีม่วงสามารถทำการเกษตรได้ทุกสภาพทุกพื้นที่ ตั้งแต่ดินเหนียวจนถึงดินทราย ทนทานต่อสภาพพื้นที่แห้งแล้ง และสามารถเติบโตได้ในสภาพร่มเงา และสามารถตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยได้อย่างดี เหมาะสำหรับปลูกในเขตพื้นที่ชลประทาน โดยให้ผลผลิตน้ำหนักแห้งประมาณ 2-4 ตันต่อไร่ต่อปี มีโปรตีนประมาณื 9-10 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะของหญ้ากินนีสีม่วง

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่

January 10th, 2015

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่วิธีตัดช่อดอกมาบ่มและนวดควรเก็บเกี่ยวช่อดอกหลังจากหญ้ารูซี่ออกดอก 50%ไปแล้ว หรือ 16-21 วัน เนื่องจากดอกหญ้ารูซี่จะออกไม่พร้อมกัน และเมื่อเมล็ดสุกก็จะล่วงหล่นทันที โดยการเก็บเกี่ยวหญ้ารูซี่นี้จะใช้เคียวเกี่ยวจากนั้นนำช่อดอกที่ได้มาบ่มไว้ในร่มประมาณ 3-4 วัน วิธีการบ่มที่ได้ผลดี คือ วางเรียงฟ่อนช่อดอกในร่ม ซึ่งกองช่อดอกต้องสูงไม่เกิน 1 เมตร และต้องกลับกองช่อดอกทุกวัน ข้อควรระวัง ถ้าทำการบ่มไม่ถูกวิธีจะมีความร้อนเกิดขึ้นในกองบ่มและจะเป็นสาเหตุให้เมล็ดหญ้ารูซี่ตายได้วิธีการเคาะช่อดอกให้เมล็ดร่วงลงภาชนะก่อนทำการเก็บเกี่ยวหญ้ารูซี่ 2 สัปดาห์ ให้ทำการมัดช่อหญ้ารูซี่เข้าหากัน เพื่อป้องกันต้นหญ้าล้มและง่ายต่อการเคาะเมล็ด วิธีการเก็บเกี่ยวคือให้ทำการเคาะช่อดอกให้เมล็ดร่วงลงในสวิงตาข่ายไนล่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร มีด้ามถือสามารถรองรับน้ำหนักเมล็ดหญ้ารูซี่ได้ไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม ทำการเคาะดอกหญ้ารูซี่วันเว้นวัน ประมาณ 3-5 ครั้ง จนเมล็ดที่แก่ล่วงหมด

การเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์หญ้ารูซี่

การเกษตรเรื่องการปลูกอ้อยเลี้ยงสัตว์

January 10th, 2015

การเกษตรเรื่องการปลูกอ้อยเลี้ยงสัตว์
สำหรับการปลูกอ้อยเลี้ยงสัตว์มีการปลูกอยู่ 3 วิธี คือ
1. การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตชลประทาน
พื้นที่ปลูกอ้อยประเภทนี้มีประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตภาคกลาง และภาคตะวันออก เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตอ้อยสูง ถ้ามีการจัดการที่ดี และตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผลผลิตอ้อยในเขตนี้ไม่ควรต่ำกว่า 15 ตันต่อไร่ การปลูกอ้อยในเขตนี้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีปลูก เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรกลเกษตร เช่น เครื่องปลูก เครื่องใส่ปุ๋ย เครื่องกำจัดวัชพืช และรถเก็บเกี่ยว เป็นต้น
– การปลูกโดยใช้คนปลูกจะยกร่องกว้าง 1.4-1.5 เมตร วางพันธุ์อ้อยเป็นลำโดยใช้ลำเดี่ยวเกยกันครึ่งลำ หรือ 2 ลำคู่ ตามลักษณะการแตกกอของพันธุ์อ้อยที่ใช้ หลังจากวางพันธุ์อ้อยแล้วให้ใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน แล้วกลบด้วยดินหนาประมาณ 5เซนติเมตร
– การปลูกโดยใช้เครื่องปลูก หลังจากเตรียมดินแล้ว ไม่ต้องยกร่อง จะใช้เครื่องปลูกติดท้ายแทรกเตอร์ โดยจะมีตัวเปิดร่อง และช่องสำหรับใส่พันธุ์อ้อยเป็นลำ และมีตัวตัดลำอ้อยเป็นท่อนลงในร่อง และมีตัวกลบดินตามหลัง และสามารถดัดแปลงให้สามารถใส่ปุ๋ยรองพื้น พร้อมปลูกได้เลย ปลูกแถวเดี่ยวระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ในกรณีนี้ใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอมาก และจะปลูกแถวคู่ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ระยะระหว่างคู่แถว 30-40 เซนติเมตร ในกรณีใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอน้อย

2. การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตอาศัยน้ำฝน
พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ในประเภทนี้ และเป็นพื้นที่ที่มีความแปรปรวนในเรื่องผลผลิตสูง สาเหตุหลักมี 2 ประการ คือ ปริมาณและการกระจายตัวของฝนไม่ดี และดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การใส่ปุ๋ยก็จะมีความเสี่ยงสูงและหาจังหวะการใส่ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงยาก เพราะถ้าดินไม่มีความชื้น พืชก็ดูดปุ๋ยที่ใส่ไปใช้ไม่ได้ ดังนั้นหากเกษตรกรต้องการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ต้องพยายามหาแหล่งน้ำ เพื่อให้น้ำอ้อยได้ในช่วงวิกฤตและที่สำคัญ การปลูกอ้อยในเขตนี้จะคล้ายกับในเขตชลประทาน แตกต่างก็เพียงระยะห่างระหว่างร่องในบางพื้นที่จะใช้แคบกว่า คือ ประมาณ 0.9-1.2 เมตร เพราะอ้อยในเขตนี้จะแตกกอน้อยกว่าการลดระยะแถวลง ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนลำเก็บเกี่ยวอ้อยต่อพื้นที่ได้การปลูกอ้อยเลี้ยงสัตว์

3. การปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกข้ามแล้ง)
เป็นการปลูกอ้อยโดยอาศัยความชื้นในดินช่วงปลายฤดูฝน เพื่อให้อ้อยงอกและเจริญเติบโตอย่างช้า ๆ ไปจนกว่าอ้อยจะได้รับน้ำฝนต้นฤดู เป็นวิธีการปลูกอ้อยที่ใช้ได้ผลในเขตปลูกอ้อยอาศัยน้ำฝนบางพื้นที่ที่ดิน เป็นดินทรายหรือร่วนปนทราย และที่สำคัญ จะต้องมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี และมีการกระจายตัวดี โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดู คือระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน จะต้องมีปริมาณฝนที่พอเพียงกับการเจริญเติบโตของอ้อยในช่วงแรก
การเตรียมดินปลูกจะต้องไถเตรียมดินจนกว่าหน้าดินจะร่วนซุย หลังจากเตรียมดินแล้ว ควรรีบยกร่องและปลูกให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันกับความชื้น และควรยกร่องปลูกวันต่อวัน พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกข้ามแล้งจะเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแก่ คือ อายุประมาณ 8-10 เดือน เกษตรกรนิยมปลูกอ้อยแบบทั้งลำ โดยจะชักร่องให้ลึก ระยะแถว 1.0-1.3 เมตร และวางลำอ้อยในร่องแล้วใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน กลบดินหนาประมาณ 10-15 เซนติเมตร และใช้เท้าเหยียบดินที่กลบให้แน่นพอประมาณ เพื่อให้ท่อนพันธุ์อ้อยสัมผัสกับดินชื้นมากที่สุด ข้อดีของการการปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกข้ามแล้ง) คือ จะมีผลผลิตและรสชาติที่หวานกว่าอ้อยที่ปลูกฤดูฝน และปัญหาเรื่อวัชพืชจะน้อย เพราะหน้าดินจะแห้งอยู่ตลอดเวลาในช่วงของการเจริญเติบโต สำหรับข้อเสียของการปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกข้ามแล้ง) คือ ถ้าฝนเกิดตกในช่วงที่ต้นอ้อยยังเล็กจะทำให้หน้าดินแน่น และจะทำให้อ้อยเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก จึงควรคราดหน้าดินเพื่ออป้องกันดินแน่นจนเกินไปเพราะจะทำให้รัดหน่ออ้ย

การปลูกอ้อยเลี้ยงสัตว์

การปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเลี้ยงสัตว์

January 10th, 2015

การปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเลี้ยงสัตว์ มีขั้นตอน ดังนี้

  • การเตรียมพื้นที่ ควรไถพรวน 2 ครั้ง ไถครั้งแรกขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เพื่อเปิดหน้าดินและทำลายวัชพืชที่ปกคลุมดินอยู่ และไถพรวนครั้งที่ 2 เพื่อกำจัดวัชพืชที่งอกขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งย่อยดินให้มีขนาดเล็กลงและร่วนซุย
  • การเตรียมท่อนพันธุ์ ต้นหญ้าเนเปียร์ที่จะนำมาใช้เป็นท่อนพันธุ์ควรจะมีอายุ 4-6 เดือน นำมาตัดท่อน แต่ละท่อนมีข้อติดอยู่ 2 ข้อ ต้นหญ้าเนเปียร์แต่ละต้น สามารถตัดใช้ทำท่อนพันธุ์ได้ประมาณ 6 ท่อน หญ้าเนเปียร์ 1 ไร่ สามารถใช้ตัดเป็นท่อนพันธุ์สำหรับปลูกในพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ (ใช้ระยะปลูก 75 x 75 เซ็นติเมตร)
  • การปลูก หญ้าเนเปียร์ปลูกขยายพันธุ์ได้ด้วยท่อนพันธุ์เท่านั้น ระยะปลูกที่เหมาะสม 75 x 75 เซ็นติเมตร ปลูกหลุมละ 2 ท่อน ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 300-500 กิโลกรัม
  • การใส่ปุ๋ย การปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่ดินร่วนปนทราย หรือมีเนื้อดินค่อนข้างหยาบ จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 อัตราประมาณ 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนปลูก และควรใส่ปุ๋ยคอกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินด้วยและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปของปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตราประมาณ 10-15 กิโกรัม ต่อไร่ หลังจากตัดหญ้าทุกครั้ง ส่วนในดินเหนียวที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง จึงสามารถลดปริมาณและจำนวนครั้งของปุ๋ยที่ใส่ลงได้
  • การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืขภายหลังจากปลูกหญ้าเนเปียร์ประมาณ 2-3 สัปดาห์
  • การให้น้ำ หญ้าเนเปียร์ สามารถตอบสนองต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและการให้น้ำได้ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่ดินเหนียว บริเวณพื้นที่ชลประทานของภาคกลาง ควรมีการให้น้ำในช่วงฝนแล้งโดยวิธีปล่อยน้ำไปตามร่องทุกๆ14วัน

การปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเลี้ยงสัตว์

 

ขายเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศพื้นเมือง

January 10th, 2015

ขายเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศพื้นเมืองสามารถเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้เอง :  40 เมล็ด 20 บาทลักษณะมะเขือเทศพื้นเมือง  : ผลที่ได้จะมีหลายลักษณะตามรูปด้านล่างเลยครับ ลักษณะลำต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย เพาะง่าย โตเร็ว(ถ้าน้ำถึง) ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ได้ดี(ถ้าถ่ายน้ำจากการเลี้ยงปลาใส่ ไม่จำเป็นต้องใส่อะไรเพิ่มเลย)วีธีเพาะมะเขือเทศพื้นเมือง : สามารถนำไปเพาะในถาดเพาะกล้าได้เลยใช้ดินบ้านๆก็ได้ โดยไม่ต้องแช่น้ำ(แต่ถ้าหากต้องการให้งอกเร็วให้แช่ในน้ำอุ่นสักครึ่งชั่วโมงก่อนนำไปเพาะ) โดยใช้ดินหรือแกลบดิบกลบเมล็ดบางๆเพื่อไม่ให้เมล็ดมะเขือเทศกระเด็นเวลารดน้ำ เมื่อกล้ามะเขือเทศมีอายุประมาณ 20 วัน ให้นำไปลงแปลงปลูก  ควรระมัดระวังไม่ให้รากกล้ามะเขือเทศขาดเพื่อให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว

เมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

December 19th, 2014

การเกษตรเรื่องการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ข้าวโพดจะทำการเก็บเกี่ยวได้ก็ต่อเมื่อมีอายุประมาณ 110-120 วัน หรือ นับหลังจากวันไหมออกประมาณ 60-65 วัน หรือถ้าฐานเมล็ดเป็นสีดำก็เก็บเกี่ยวได้ หลังจากการเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวโพดแล้วควนนำเมล็ดข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวได้ไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง โดยพื้นของยุงฉางควรสูงจากพื้นดินประมาณ 50-100 ซม. และต้องมีการระบายอากาศที่ดีการป้องกันและการกำจัดศัตรูพืชการกำจัดวัชพืชเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าเราขืนปล่อยไว้พวกวัชพืชก็จะไปแย่งอาหารของต้นข้าวโพด การกำจัดวัชพืชจำได้ก็ต่อเมื่อต้นข้าวโพดมีอายุประมาณ 15-20 วัน ในระหว่างที่ทำการกำจัดวัชพืชเราควรจะพรวนดินไปด้วยแต่ถ้าจะใช้สารเคมีควรใช้ในช่วงก่อนและหลังต้นข้าวโพด เช่น สารอะลาคลอร์ (ALACHLOR) โรคของข้าวโพดที่มักจะเจออยู่บ่อย ๆ คือโรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้แผลเล็ก และโรคราสนิม วิธีป้องกันโรคต่างพวกนี้คือการถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย นอกจากโรคที่มาก่อกวนต้นข้าวโพดแล้วศัตรูพืชที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งก็คือพวกแมลงและสัตว์ฟันแถะ เช่น หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด กำจัดโดยสารคาร์โบฟูแรน (ฟูราดาน 3% G) หนอนเจาะฝักข้าวโพด กำจัดโดยสารคาบาริล (เซฟวิน 85%) หรือเมโทมิล (แลนเนท) หนอนกระทู้ข้าวโพด กำจัดโดยใช้เมโทมิล (แลนเนท) หรือ โมโนโครโตฟอส (อะโซดริน) ส่วนพวกสันว์ฟันแถะ จำพวก หนู ป้องกันโดยการวางกับดัก ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและใช้เหยื่อผสมสารพิษในแปลงปลูกข้าวโพด

การเก็บเกี่ยวข้าวเลี้ยงสัตว์

การเกษตรเรื่องการดูแลรักษาส้มโอ

December 19th, 2014

การเกษตรเรื่องการดูแลรักษาส้มโอ

  • การให้น้ำส้มโอ ในช่วงแรกที่เกษตรกรทำการปลูกส้มโอใหม่ ๆ เกษตรกรควรให้น้ำส้มโออย่างสม่ำเสมอ พอต้นส้มโอเริ่มโตเต็มทีแล้วเกษตรกรจึงให้น้ำน้อยลง โดยสังเกตุดูจากความชื้นของดิน
  • การให้ปุ๋ยส้มโอ ในช่วงที่ส้มโอมีอายุ 1-3 ปี เกษตรกรควรให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตราส่วน 300-500 กรัมต่อการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งและต่อต้นส้มโอ 1 ต้น โดยระยะเวลา 1 ปีให้ใส่ปุ๋ยได้ 2 ครั้ง หลังจากที่ส้มโอมีอายุได้ 4 ปี จะเริ่มออกผลให้เกษตรกรให้ปุ๋ยสูตร 13 – 13 – 21 หรือ 15 – 15 15 โดยให้ใส่ครึ่งหนึ่งของอายุต้นส้มโอ ตัวอย่าง ส้มโอมีอายุ 4 มี ให้เกษตรกรใส่ปุ๋ย 2 กิโลกรัม โดยให้ทำการแบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ 1 กิโลกรัม หลักจากที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวผลส้มโอแล้ว 6 เดือน จึงทำการใส่ปุ๋ยอีกครั้ง
  • การกำจัดวัชพืชส้มโอ เกษตรกรควรทำการพรวนดินบริเวณโคนต้นส้มโออย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ดินโปร่ง ข้อควรระวังคืออย่าให้โดนโคนต้นหรือบริเวณรากของส้มโอเป็นอันขาด หากเกษตรกรต้องการฉีดสารเคมีควรระวังอย่าให้สารเคมีโดนใบส้มเป็นอันขาด
  • การตัดแต่งกิ่งส้มโอ ให้เกษตรกรทำการตัดแต่งกิ่งส้มโอที่เป็นโรค แห้ง กิ่งที่ขึ้นแข่งกับลำต้น กิ่งที่ขึ้นไขว้กัน ทิ้งเสีย หลังจากที่เกษตรกรทำการตัดแต่งกิ่งแล้วให้ใช้สารกันราหรือปูนแดงละลายผสมกับน้ำทาตรงรอยแผลที่ตัด เพื่อป้องกันแผลเน่าเนื่องจากเชื้อรา

การเกษตรเรื่องการดูแลรักษาส้มโอ

การเกษตรเรื่องการปลูกองุ่นนอกฤดู

December 19th, 2014

การเกษตรเรื่องการปลูกองุ่นนอกฤดูการบังคับให้องุ่นออกดอกนอกฤดูนั้น เกษตรกรมักจะปฏิบัติหลังจากที่ได้เก็บผลไปแล้ว โดยที่เกษตรกรจะต้องมีการบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์ มีการสะสมอาหารได้เพียงพอ และมีการป้องกันโรค แมลง เพื่อองุ่นจะได้มีความพร้อมและความสมบูรณ์ในการออกดอก ออกผล

1. หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเสร็จแล้ว เกษตรกรควรปล่อยให้ต้นองุ่นโทรมประมาณ 15-30 วัน แล้วจึงใส่ปุ๋ย โดยในตอนแรกใส่ปุ๋ยคอก พร้อมทั้งปุ๋ยน้ำทางในสูตรที่มีตัวกลางสูง เช่น สูตร 11-22-11 ฉีดพ่น 1 ครั้ง พร้อมทั้งเตรียมลอกเลนขึ้นจากท้องร่อง และตบแต่งคันร่องเพื่อรอการตัดแต่งกิ่ง

2. การตัดแต่งกิ่งองุ่นจะตัดเอากิ่งแขนงหรือกิ่งสาขาให้สั้นลง และให้มีตาองุ่นบนกิ่งแก่ และตัดกิ่งที่แพร่กระจายทับกันออก โดยให้เหลือตาองุ่นไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นพันธุ์ไวท์มะละกาให้มีตาเหลือไว้ประมาณ 5-7 ตาต่อกิ่ง แต่ถ้าเป็นพันธุ์คาร์ดินัล ให้เหลือแค่ 3-5 ตาต่อกิ่งเท่านั้น

3. เมื่อตัดแต่งกิ่งเสร็จเกษตรกรควรให้ปุ๋ยน้ำที่มีธาตุอาหารหลักคือ เอ็น พี เค ให้สูตรตัวหน้าสูงเพื่อช่วยเร่งตาองุ่นให้ออกเร็วขึ้น เช่น ใช้สูตร 20-10-10 หรือสูตรอื่นที่ใกล้เคียงกันในอัตรา 70 กิโลกรัมต่อไร่ หรือขนาดร่อง 5 ตารางวาต่อปุ๋ย 10 กิโลกรัม โดยหว่านให้ทั่วทั้งร่อง การใส่ปุ๋ย ควรเลือกเวลาตอนบ่ายหรือตอนเช้าในขณะที่แสงแดดไม่แรงมากนัก หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายและรากขององุ่นจะดูดซึมเพื่อไปเลี้ยงลำต้นได้เร็วขึ้นการปลูกองุ่นนอกฤดู

4. ในระยะ 2-3 วันแรกหลังตัดแต่งกิ่งสำเร็จ ให้เกษตรกรฉีดปุ๋ยน้ำทางใบสูตร คือ กลางสูง เช่นสูตร 11-22-11 และอาหารเสริมทางใบ เพื่อเร่งให้องุ่นแทงช่อดอกออกมาพร้อมกับใบ โดยทำการฉีด 5-7 วันต่อครั้ง การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบให้กับองุ่นนั้นจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้ทางดิน และเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายเกษตรกรอาจจะผสมยาฆ่าแมลงและยาป้องกันกำจัดโรคราลงได้ด้วยก็ได้

5. หลังจากที่ได้ตัดแต่งกิ่งประมาณ 15-20 วัน ตาขององุ่นก็จะแตกใบใหม่ออกมาให้เห็น ถ้าเป็นฤดูร้อนและในฤดูฝนตาจะแตกเร็วกว่าประมาณ 15 วัน แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว ตาจะแตกใบอ่อนช้าออกไปอีกประมาณ 20 วันขึ้นไป และโดยธรรมชาติขององุ่นเมื่อตาแตกใบอ่อนออกมาแล้ว ช่อดอกจะแทงออกมาด้วย ในขณะที่ดอกองุ่นกำลังบานหรือติด เกษตรกรอาจเด็ดตาดอกที่ไม่มีดอกทิ้งก็ได้ เพื่อไม่ให้องุ่นมีใบมากในช่วงนี้

6. หลังจากที่องุ่นแทงช่อดอกออกประมาณ 16-17 วัน เกษตรกรอาจจะเพิ่มคุณภาพขององุ่น โดยใช้ฮอร์โมน จิบเบอเรลลิน, เอ็น.เอ.เอ. หรืออาหารเสริมทางใบ เพื่อยืดช่อดอกองุ่นให้ยาวใหญ่ขึ้น แต่การใช้ฮอร์โมนยืดช่อดอก เกษตรกรจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และต้องรู้จักวิธีการใช้ เพราะหากใช้ผิดพลาดแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อดอกและผลองุ่น เช่น ดอกยาวเกินไป ดอกร่วง หรือทำให้องุ่นไม่ติดผลได้

7. เมื่อองุ่นติดผล การปฏิบัติดูแลรักษาตามปกติ และโดยเฉพาะการฉีดยาป้องกันกำจัดโรค แมลง จะต้องกระทำสม่ำเสมอ อาทิตย์ละครั้ง หรืออาจจะฉีดพร้อมกับการให้อาหารเสริมทางใบด้วยก็ได้ จนกระทั่งผลองุ่นโตเต็มที่ เพื่อรอการเก็บเกี่ยวผลต่อไป

การปลูกองุ่นนอกฤดู